การ์ตูนไทยไปถึงไหนแล้ว? EP.2 เจาะลึกถึงแก่น…เหตุใดการ์ตูนไทยไม่บูม!

หลังจาก “เฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” ได้เปิดประวัติศาสตร์วงการการ์ตูนไทย ที่มีจุดเริ่มต้นมายาวนานแล้ว แต่ในทางกลับกันการ์ตูนไทยกลับไม่ประสบความสำเร็จในเวทีโลก แม้จะมีผู้ทำสำเร็จ ทำการ์ตูนจนโดนใจชาวญี่ปุ่นแต่ถ้ามองในมุมภาพรวม ก็ยังพบ “ปัญหา” ดังนั้นเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์จึงล้วงลึกข้อมูลเพื่อให้ถึง “แก่น” ของปัญหาของวงการการ์ตูนไทย ว่า “ทำไม” ตลาดการ์ตูนไทยถึงไม่เติบโตเท่าที่ควร!

นักวาดการ์ตูนไส้แห้ง!

นายปรีชา พร้อมพงษา นามปากกา “แมวเหมียว” นักเขียนการ์ตูนเล่มละบาท ในวัย 72 ปี ผู้ที่มีผลงานมากมาย เคยได้รับรางวัลจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ​ สยามบรมราชกุมารี จากการ์ตูน 7 เรื่อง คือ เรื่องลืมตัว ซอยฟักแฟง เพื่อนบ้าน มะม่วงกลางบึง น้ำป่าราบ และคลองน้ำใส ได้เล่าว่า การ์ตูนที่ได้รับรางวัลจะเป็นการ์ตูนแฝงคติธรรม ส่วนจุดเริ่มต้นของการ์ตูนเล่มละบาท ตนไม่แน่ใจนักว่าใครเป็นผู้เริ่มก่อน แต่ช่วงนั้นภาพรวมของการ์ตูนไทยก็ถูกผู้ใหญ่ติติงว่า ออกมาแนวหยาบโลน เลือดสาด แต่ส่วนของตน จะไม่ทำแบบนั้น ส่วนใหญ่ที่ทำ จะทำแนวตลก ขำๆ การ์ตูนผีก็เคยทำ แต่จะมีมุกตลกแทรก

ยุคเฟื่องฟู..สู่ยุคตกต่ำ

“ตั้งแต่ปี 2500 ถึงปี 2535 นับว่าเป็นยุคเฟื่องฟูของวงการการ์ตูนไทย เพราะมีการขายการ์ตูนหลากหลายประเภท ทั้งการ์ตูนเล่มละ 1 บาท เล่มละ 3.50 บาท แพงๆ ก็มีเล่มละ 30 บาท แต่พอมาถึงปี 2535 การ์ตูนญี่ปุ่นเริ่มเข้ามา ก็ทำให้วงการการ์ตูนไทยกระทบอย่างมาก ส่วนตัวไม่เดือดร้อนนักเพราะทำงานราชการ แต่นักเขียนการ์ตูนหลายคนก็เดือดร้อน เคยคุย ทวี วิษณุกร ผู้เขียนการ์ตูนเรื่องผีหัวขาด ที่เคยนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ก็บอกได้รับผลกระทบ แต่เขาไม่ได้เขียนเล่มละบาท”

นักเขียนการ์ตูนรุ่นบุกเบิก ยอมรับว่า ปัญหาการทำงานในช่วงนั้น คือเรื่องรายได้ เนื่องจากค่าอุปกรณ์ สี ก็มีราคา แต่ด้วยที่ทำงานราชการไปด้วย จึงไม่ได้คิดอะไรมาก วาดเพราะความชอบตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเข้าเรียนที่เพาะช่าง กระทั่งทำเรื่อยมา

‘เอ๊าะ ขายหัวเราะ’ เห็นพ้อง รายได้น้อย การันตีนักวาดการ์ตูนไทยฝีมือดี!

นายผดุง ไกรศรี หรือ เอ๊าะ นักเขียนการ์ตูนในสังกัดสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น และเจ้าของผลงานการ์ตูนชุด หนูหิ่น อินเตอร์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง จนถูกหยิบมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2549 นักเขียนการ์ตูนตัวพ่อของวงการ เปิดเผยกับทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า เหตุที่วงการการ์ตูนไทยยังไม่ไปไหนนั้น ไม่ได้มาจากฝีมือของนักเขียนการ์ตูนไทยที่ไร้ความสามารถ แต่นักเขียนการ์ตูนมากฝีมือก็มีให้เห็นโดยทั่วไป โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ๆ ต้องยอมรับว่า ฝีมือยอดเยี่ยมมาก

ปัญหาใหญ่ที่เป็นตัวฉุดรั้งวงการการ์ตูนไทยนั้น นักเขียนการ์ตูนผู้คร่ำหวอด เชื่อว่า มีมูลเหตุมาจาก 1.ค่าตอบแทนอันไม่เป็นที่พึงพอใจเท่าใดนัก เพราะนักเขียนการ์ตูน จะต้องลงทุนซื้อเครื่องเขียนก่อนผลิตผลงาน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับอาชีพชาวไร่ ที่จะต้องลงทุนลงแรงก่อนที่จะได้ผลิตดอกออกผลไปขาย แต่หากว่านักเขียนการ์ตูน สามารถทำให้ผลงานเป็นที่ยอมรับและนายทุนซื้อลิขสิทธิ์ไปเผยแพร่ อาชีพนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ที่สูงมิใช่น้อย เพราะนักเขียนการ์ตูนถือว่าเป็น อาชีพที่ขายความคิด

วาดภาพสวย บทไม่ดี ก็ไม่มีใครอ่าน!

“ส่วนหลักใหญ่ข้อ 2 ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ขาดนักเขียนการ์ตูนที่เขียนบทได้ดี หากสักแต่จะวาดสวย ลายเส้นดี แต่ขาดบทละคร หรือเรื่องเล่าที่สมบูรณ์แบบ ผู้อ่านก็บ่ายหน้าหนีเหมือนกัน หากเพราะงานการ์ตูน ผู้อ่านไม่ได้เสพเพียงแค่ภาพวาดสวยๆ เท่านั้น แต่ผู้อ่านยังเสพเรื่องราว เพราะสิ่งที่จะตรึงใจผู้อ่านให้เคลิบเคลิ้มไปกับการ์ตูนของเรา คือ บท” นักคิดนักเขียนการ์ตูนชื่อดังกล่าว

น้าต๋อย เซมเบ้ ชี้ 2 ปัญหา ฉุดการ์ตูนไทยไม่ไปไหน

ขณะที่ นายนิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์ หรือที่เรารู้จักกันดีกับ ฉายา “น้าต๋อย เซมเบ้” มองว่า ปัญหาของการ์ตูนไทย ตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ 1.เงินในการทำ 2.ทำแล้วไม่มีช่องที่จะออก เรื่องภาครัฐไม่ต้องไปคิดเลย เพราะเราทำการ์ตูนส่วนมากในเชิงธุรกิจหมด เมืองนอกที่เขาทำการ์ตูนเขาก็ไม่ได้ให้ภาครัฐมาสนับสนุน เราอย่าไปพึ่งภาครัฐ เราต้องพึ่งตัวเอง ฝีมือคนไทยสูงอยู่แล้ว งานประกวดวาดการ์ตูนในประเทศไทย คนไทยก็วาดเหมือนเมืองนอกเลย ทำวิทยานิพนธ์มาเป็นการ์ตูนวาดมาดีมากการ์ตูนประมาณ 15 นาที เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกที่ห่างเหิน เขาสร้างมาดีมากเลยด้วยทุนที่เขามี ฝีมือเด็กไทยดีมากเลย อย่างหนังการ์ตูนที่ Walt Disney สร้าง เรื่อง Frozen นั่นก็ฝีมือเด็กไทย แต่ว่าเครื่องไม้เครื่องมือของ Walt Disney ที่เขาลงทุนมหาศาล คนไทยนั้นฝีมือระดับนานาชาติแล้วอย่างก้านกล้วย แต่มันอยู่ที่แบ็กอัพก็คือกำลังเงินและก็สื่อที่จะออก เราอย่าไปหวังพึ่งรัฐเพราะเขามีงานเยอะแยะแล้ว ไม่ใช่ว่าพึ่งไม่ได้นะ รัฐบาลน่าจะไปทำอย่างอื่นเพื่อชาติ ความั่นคง ความปลอดภัย เราควรจะต้องพึ่งตัวเอง

รู้หรือเปล่า..คนไทยวาด Dragon Ball หรือ Sailor Moon

น้าต๋อย เซมเบ้ ลงลึกรายละเอียดอีก โดยเผยว่า ในรูปของบริษัท มีผู้ร่วมลงทุนที่มีความคิดแนวสร้างสรรค์แบบเดียวกัน มันน่าจะเจริญแน่นอน เพราะการ์ตูนไทยประมาณ 20-25 ปี ทางญี่ปุ่นเขาจะให้เรามาวาดตัวภาพนิ่งอย่าง Dragon Ball, Sailor Moon เป็นคนไทยทั้งนั้นแหละ แล้วก็ไปทำภาพเคลื่อนไหว Animation ที่ญี่ปุ่น เพราะเครื่องไม้เครื่องมือตอนนั้นมันราคาสูงมาก แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันผลิตได้ในเมืองไทยหมดเลย เพียงแต่ว่ามันขาดทุนและขาดการส่งเสริมทางด้านของช่องมากกว่าไม่ใช่ทางรัฐบาล ช่องต้องส่งเสริม

“ช่อง 9 ฉายการ์ตูนญี่ปุ่นมา 35 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นน่าจะเปิดโอกาสให้การ์ตูนไทยเข้าไปบ้าง มันอยู่ที่เราจะเปิดโอกาส ตอนนี้มันมีโอกาสเยอะ มีทั้งทีวีดิจิตอลหลายช่อง ควรจะส่งเสริมการ์ตูนบ้านเราอย่างเช่นตอนเช้า 6 โมงหรือ 6 โมงครึ่ง ให้เขามาลงทุนทำ เขาก็เกิดแน่นอน การ์ตูนไทยดูดี แต่เรามีเงินในการผลิตมากขึ้น อย่างตอนหนึ่งประมาณแสนบาท มันก็ดีมากขึ้นกว่าตอนละ 5 หมื่นบาท เราทำเป็นตัว 3D เยอะ แต่การ์ตูนที่ดูดีจริงๆ คือ 2D การ์ตูนญี่ปุ่นเขาทำ 2D มาเยอะมากแล้วก็ยังขายอยู่ แม้มันจะดูล้าสมัยแต่พอเวลาทำออกมาเป็นการ์ตูน 2D จะดีกว่า 3D บ้านเราเก่งไม่ต้องห่วง เพียงแต่ยังขาดกำลังทรัพย์และการส่งเสริม”

ทำไมการ์ตูนไทยไม่พัฒนาเท่าญี่ปุ่นทั้งๆ ที่คนไทยมีฝีมือดีมากมาย น้าต็อย ชี้ว่า มันอยู่ที่การตลาด เพราะเขาขายไม่ได้ อย่างไปงานประกวดไทยแลนด์คิดส์โชว์ ตัวการ์ตูนที่เกิดจากเกมสร้างมาดีมาก การ์ตูนญี่ปุ่นเป็นการ์ตูนจากไทยนะ ในรูปของบริษัทใหญ่ หากเป็นเพื่อนมาช่วยกันวาดการ์ตูนมาลงขันกันแบบนี้ไปไม่ค่อยรอด มันไปได้แค่ตอนเริ่มต้น มันต้องไปเสนอบริษัทใหญ่ๆ ทำเลย มันออกมาดีแน่เลย ในส่วนนี้มันขาดการลงทุนที่ถูกต้อง เพราะเราจะเป็นอาร์ติสต์ที่เก่งมาก แต่เรายังขาดในด้านของมาร์เก็ตติ้ง

วอนเอกชนสนับสนุน อยากให้ทีวีเปิดโอกาสการ์ตูนไทย

ผู้คร่ำหวอดวงการการ์ตูนมายาวนาน ยิ่งลงลึกถึงรายละเอียด ก็ยิ่งค้นพบปัญหา “ผมเป็นนักวาดการ์ตูน ผมก็ไปเสนอตามบริษัทใหญ่ๆ ให้เขาลงทุนทำ ไม่ใช่ใช้ทุนตัวเองมันไปไม่ได้ไกลหรอก แล้วมันก็จะตาย มันถึงสู้เมืองนอกไม่ได้ ทำกันเป็นธุรกิจมีบริษัทแม่และบริษัทลูก แต่บ้านเราทำไม่ได้แบบนั้น ฉันเรียนจบมาฉันมีทุนฉันก็สร้างไป แต่สักพักก็หมดทุนทำ มันก็ตายไป มันขาดการส่งเสริมด้านของเอกชนไม่ใช่รัฐบาลหรอก มันจะไปได้ก็คือเอกชน รัฐบาลเขาก็เปิดโอกาสให้อยู่แล้วแต่เขาก็ไม่ได้มีเงินหนุนให้มากมาย เราต้องไปขอร้องบรรดาช่องให้ช่วยสนับสนุนการ์ตูนไทย มันต้องส่งเสริมขึ้นมา อีกหน่อยการ์ตูนญี่ปุ่น การ์ตูนนอกก็เสร็จเหมือนกัน แต่ต้องเป็นระบบที่มันใหญ่กว่านั้นเขาจะไปได้ดี มันต้องคุยรายละเอียดกันมากเลย มันเป็นรายละเอียดทางด้านของลิขสิทธิ์การร่วมลงทุนมากกว่า ไม่ใช่ฝีมือ แต่ว่ามันขาดโอกาสและการร่วมลงทุนที่ดีต่างหาก

อิทธิพลการ์ตูนญี่ปุ่น กลืนกิน การ์ตูนไทย จนไร้ตลาด

“วิศุทธิ์ พรนิมิตร” เจ้าของผลงานฮีชีอิท (hesheit) ที่ดังไกลถึงญี่ปุ่น กล่าวถึงวงการการ์ตูนไทย ว่า ส่วนตัวไม่ได้มองว่าวงการการ์ตูนไทยไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ คิดว่าการ์ตูนไทยแข็งแรงมาก มีหนังสือพิมพ์ มีขายหัวเราะ ซึ่งทำจากชีวิตคนไทยจริง ๆ มาเขียนในมุมมองของตัวเอง ซึ่งทุกคนก็รับได้จริงๆ เพราะขายหัวเราะ สามารถขายได้ทุกที่ และขายได้มาตลอด นี่แหละเรียกว่า “ประสบความสำเร็จ” แต่มาวันหนึ่งการ์ตูนยุคทองของญี่ปุ่น ปี80 กลับดังไปทั่วโลก ซึ่งเป็นการ์ตูนคนละแบบกับสไตล์ไทยๆ เด็กยุคนั้น ก็เลยแห่ไปอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น เพราะการ์ตูนญี่ปุ่นเอาใจเก่ง มีเรื่องราวที่ไม่เคยเห็น ไม่ใช่เรื่องแบบชาวบ้านคนไทย ก็เลยหันมาอ่าน คนยุคผม ปี 80 ปี 90 เทกันไปอ่านหมด

“พอเฮโลกันมากๆ ก็ทำให้เกิด “ความงงในหัว” ไม่รู้ว่าต้นกำเนิดพลังเรามาอยู่ทางไหน เพราะรับไปรับแรงบันดาลใจมาจากเขา เขาฝัน เราก็เลยฝันไปด้วย โอ้โห มันสนุก พอชอบก็มาเลียนแบบ จากที่เคยอ่านการ์ตูนจากชีวิต แต่การ์ตูนญี่ปุ่น ไม่ได้มาจากชีวิต แต่พอการ์ตูนญี่ปุ่นมากระทบกับเรา เราเกิดหลงรัก มันจะพาให้เราลืมชีวิต เพราะมันคือความฝัน ชีวิตของเขา แต่ไม่ใช่ชีวิตของเรา”

นักเขียนการ์ตูนไทยที่โกอินเตอร์ บอกต่อว่า สิ่งที่เขาวาด อาจเพราะเขาไปเจออะไรมา จากที่เราจะมองชีวิตตัวเอง เรากลับไปฟังคนอื่นพูด พอฟังแล้วชอบก็พูดตาม ก็พูดตามกันอยู่ยุคหนึ่ง จนกระทั่งวันหนึ่งคนจับได้ว่าเป็นการพูดตามกัน ด้วยเหตุนี้ ยุคหลังๆ จึงเริ่มกลับมารู้ตัวว่าชีวิตเราคืออะไร

“การลอกลายเส้น มันเป็นเรื่องของคน เพราะคนมีหลายประเภท นักวาดการ์ตูนญี่ปุ่นก็มีลอกฝรั่ง แต่สำหรับนักวาดการ์ตูนไทย มีน้อยอยู่แล้ว แต่ถ้าลอกเขา พูดตามเขาสัก 20% ก็ถือว่าเยอะ ส่วนสาเหตุที่นักวาดการ์ตูนไทยน้อย เพราะถูกญี่ปุ่นถล่มตอนปี 80 นอกจากไอเดียที่ถูกถล่มแล้ว คนอ่านก็หายไปด้วย แต่เมื่อพอคนไทยจะนำเสนออะไร ก็จะมีคนตั้งคำถามว่าทำไมฉันต้องฟัง” นักวาดการ์ตูนคนรุ่นใหม่กล่าว

นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้คร่ำหวอดในวงการการ์ตูน ที่มองถึง “ปัญหา” ที่เกิดขึ้น ส่วนในตอนหน้า ทุกคนจะมาร่วมกันหาทางออก เพื่อพัฒนาให้วงการการ์ตูนบ้านเรา จะได้สู้กับนานาชาติได้