การ์ตูนไทยไปถึงไหนแล้ว? EP.3 เปิดมุมมองหัวเรือใหญ่ธุรกิจการ์ตูนไทย

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์​จะพาไปเปิดมุมมองของสำนักพิมพ์ชื่อดังในประเทศไทย "การ์ตูนไทยสตูดิโอ" แห่งสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ และ เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ หรือ NED ที่เป็นผู้คลุกคลีอยู่ในวงการการ์ตูนมานาน รวมถึงเป็นหัวเรือใหญ่ในการสนับสนุนผลิตผลงานออกสู่สายตานักอ่านทั่วประเทศ เปิดอกถึงปัญหาฉุดรั้งวงการการ์ตูนไทยที่ไม่พัฒนาเทียบเท่าต่างประเทศ และวิธีการผลักดันสนับสนุนนักเขียนการ์ตูนไทยให้ประสบความสำเร็จและเติบโตในระดับอินเตอร์!

มองวงการการ์ตูนไทยในอดีตและปัจจุบันอย่างไร ?

ธเนตร ปรีดารัตน์ บก.บห.การ์ตูนไทยสตูดิโอ สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ เปิดเผยว่า ในอดีตการ์ตูนบ้านเรามันยังน้อย จะมีเป็นนิยายภาพ และช่วงนั้นได้รับอิทธิพลมาจากการ์ตูนฝั่งอเมริกาพวกลายเส้นต่างๆ จะเป็นแบบนั้นหมด สำหรับยุคต่อมาที่การ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาเด็กรุ่นใหม่ๆ ก็จะได้อิทธิพลจากตรงนี้ ลายเส้นก็จะเป็นแบบญี่ปุ่น และช่วงที่ลิขสิทธิ์การ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาทำให้เซกชั่นเป็นของตัวเอง และทำให้การ์ตูนไทยในแบบมังงะมีพื้นที่ขึ้น ประกอบกับมีการ์ตูนหลากหลายแนวโดยเฉพาะการ์ตูนประเภทความรู้ และภาคเอกชนให้ความสนใจงานด้านนี้มากไม่เหมือนแต่ก่อนที่จะมีแค่สำนักพิมพ์การ์ตูนเท่านั้น

ด้าน ดร.วงศ์สิริ สังขวาสี มิยาจิ บก.บห. บ.เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (NED) มองว่า ปัจจุบันนักเขียนการ์ตูนไทยมีความสามารถมากยิ่งขึ้น ประกอบกับเทคโนโลยีดีขึ้น และสามารถนำเทคนิคต่างๆ จากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ รวมไปถึงมีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการดี เนื้อเรื่องก็ถือว่าใช้ได้ เห็นได้จากผลงานของนักเขียนการ์ตูนไทยก็ยังเป็นที่ยอมรับและโด่งในในต่างประเทศด้วยเช่นกัน

เหตุใดจึงสนับสนุนนักเขียนการ์ตูนไทย ?

บก.บห.การ์ตูนไทยสตูดิโอ เล่าว่า ทางสยามอินเตอร์คอมิกส์ดำเนินธุรกิจด้านการ์ตูนมานานซึ่งการซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนญี่ปุ่นมาแปลเป็นธุรกิจหลัก แต่ก็อยากสนับสนุนผลงานนักวาดชาวไทยด้วย ตั้งแต่ช่วงที่มี C-Kids ประมาณ 20 ปีมาแล้ว ถ้าย้อนกลับไปประมาณ 15 ปีที่แล้ว บริษัทมีนิตยสารการ์ตูนไทย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งมาช่วงแฟนฉัน ถึงจะเริ่มมีพื้นที่ชัดเจน มีทีมงาน และก็ได้ออกผลงานมากขึ้น ต้องถือว่าโชคดีที่ได้ร่วมกับกับ GTH กระแสตอบรับเรื่องนั้นดีมาก ทำให้ได้ทำงานต่อและได้รวบรวมคนที่วาดในแฟนฉันมาเป็นทีมงานใหม่ ผลงานใหม่ๆ ที่ทำออกมาแล้วประสบความสำเร็จคือเรื่อง Executional ถือว่าประสบความสำเร็จมาก หากมีเล่มไหนที่พอจะขายได้ มันจะทำให้มีแรงสู้ต่อเรื่อยๆ เรื่องต่อมาก็เป็น Holiday Howl, Ogre King ก็มีเสียงตอบรับดีแม้อาจจะยังไม่เท่า Executional

"เราไม่มีนิตยสาร จึงไม่มีพื้นที่สำหรับตีพิมพ์ให้แก่น้องๆ นักเขียนการ์ตูนหน้าใหม่ จึงได้สร้างนิตยสารการ์ตูน 3 เล่มนี้ขึ้นมา ได้แก่ Love Hours เป็นแนวความรัก Horror Hours เป็นแนวสยองขวัญ และ Error Hours ที่เป็นแนวตลก 3 เล่มนี้ เราเอาไว้รองรับงานของนักวาดหน้าใหม่ พอได้รับเสียงตอบรับที่ดี คนที่วาดก็จะเริ่มมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น จึงต้องทำอีกเล่มหนึ่ง คือ Debut คนที่จะลงเล่มนี้จะต้องเป็นหน้าใหม่แล้วก็ไม่ซ้ำกับเล่มที่ผ่านมา การที่เราจะออก Debut เล่มหนึ่ง เราจะต้องได้นักวาดประมาณ 4-5 คน ทั้งหมดนี้ที่เราทำเพื่อผลักดันจากการทำงานแบบมือสมัครเล่นให้เป็นมืออาชีพ คือผลักดันให้เขาได้ทำงานรวมเล่มและออกสู่ตลาด" บก.บห.ธเนตร กล่าว

ด้าน บก.บห. NED อธิบายว่า เริ่มแรกที่ทำหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทางเนชั่นฯ มีความคิดว่าน่าจะพัฒนานักเขียนไทยในแนวทางนี้ด้วย เพราะมีคนที่ต้องการจะเป็นนักเขียนการ์ตูน จึงมีการตีพิมพ์การ์ตูนไทยลงในนิตยสาร BOOM และเหลืออยู่ 2 ทีม ที่ยังวาดต่อเนื่องมา 20 ปี จนถึงปัจจุบันนี้ คือ เรื่องมีดที่ 13 และเรื่องอภัยมณีซาก้า ซึ่ง 2 เรื่องนี้ยอดขายไม่ได้แพ้การ์ตูนญี่ปุ่นเลย 20 ปีที่ผ่านมามีแฟนคลับเหนียวแน่นมาตลอด

มีโอกาสนำเสนอผลงานการ์ตูนไทยให้ต่างประเทศได้ดูบ้างหรือยัง ?

บก.บห.การ์ตูนไทยสตูดิโอ ระบุว่า ทางบริษัทมีฝ่ายต่างประเทศที่ทำหน้าที่นำเสนอผลงานของนักเขียนการ์ตูนไทยให้ทางประเทศอื่นๆได้รับชมอยู่แล้ว โดยในตอนนี้มีผลงานของคุณมนตรี เรื่อง Mind Snapper Dragon ซึ่งฝรั่งเศสได้ซื้อลิขสิทธิ์ไปตีพิมพ์เรียบร้อยแล้ว และยังมีที่น่าสนใจคือเรื่อง Ogre King ที่เป็นของคุณมนตรีอีกเช่นกัน

ขณะที่ บก.บห. NED กล่าวว่า เวลามีงานบุ๊กแฟร์หรืองานเกี่ยวกับการ์ตูนในต่างประเทศ บริษัทจะนำการ์ตูนของ 2 ทีมนี้ไปร่วมโชว์ด้วย อย่างเรื่องอภัยมณีซาก้า ซึ่งมีบริษัทของฝรั่งเศสมาซื้อลิขสิทธิ์ไป

นักเขียนการ์ตูนไทยสามารถพัฒนาไปสู้นักเขียนการ์ตูนญี่ปุ่นได้หรือยัง ?

บก.บห.การ์ตูนไทยสตูดิโอ กล่าวว่า ปัจจัยมันต่างกัน ถ้าจะให้เทียบเคียงกับทุกอย่างมันยากมากๆ เลย เพราะว่า การ์ตูนบ้านเรายังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ขณะที่ต่างประเทศ การ์ตูนคืองานศิลปะแขนงหนึ่ง คนที่วาดการ์ตูนจะได้รับการยอมรับเป็นศิลปินเป็นอาจารย์ แต่ในบ้านเรามันไม่ใช่ แค่พูดเรื่องการ์ตูนก็โดนกันไว้ว่าเป็นเรื่องของเด็กอย่างเดียวเท่านั้น

"ถ้ามันได้รับการยอมรับ ทุกอย่างมันจะจบ งานขายได้มากขึ้น ค่าต้นฉบับได้มากขึ้น เราจะสามารถสร้างระบบการทำงานให้เหมือนญี่ปุ่น มีนักแต่งเรื่อง มีผู้ช่วย แต่ว่าตอนนี้คือนักวาดส่วนใหญ่จะต้องทำงานเอง แต่ก็มีบ้างที่เรื่องไหนประสบความสำเร็จก็จะมีผู้ช่วย เพราะว่าทำคนเดียวมันจะช้า จะไม่สามารถตอบสนองต่อนักอ่านได้ อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องความต่อเนื่องที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่การ์ตูนไทยยังต้องพัฒนา"

ด้าน บก.บห. NED มองว่า ทำได้ถ้ามีโอกาส และมีสถานที่ให้นักเขียนการ์ตูนไทยไปโชว์ผลงาน ซึ่งผลงานจะต้องถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศก่อน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาได้ง่าย ถ้ามีตรงส่วนนี้ไปโชว์น่าจะไปได้ไกลยิ่งขึ้น ซึ่งมันมีค่าใช้จ่ายและก็ต้องใช้เวลา เช่น ถ้าจะทำไปสู้กับญี่ปุ่นจริงๆ ก็ต้องแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันยังไม่ค่อยมีใครทำ เพราะฉะนั้น การที่เราจะพัฒนาไปได้ไกลก็ต้องทำให้ต่างประเทศเห็นว่าการ์ตูนไทยมันสนุกอย่างไร

ปัญหาที่ทำให้การ์ตูนไทยพัฒนาไปเทียบกับต่างประเทศยังไม่ได้ ?

บก.บห.การ์ตูนไทยสตูดิโอ วิเคราะห์ว่า กระดาษแพงก็เป็นปัจจัยหนึ่งเหมือนกัน พอเรากำลังพัฒนากลับมาเจอช่วงกระดาษแพง ตอนนั้นทีมงานของการ์ตูนไทยมี 4 คน และมี 3 คนต้องออกจากงาน พอมาช่วงนี้ คิดว่ามันเริ่มดีขึ้น แต่มันก็จะมีสื่อดิจิตอลเข้ามา ต่อไปแนวทางการอ่านก็หันไปทางสื่อดิจิตอลมากขึ้น ณ ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าเราจะสามารถเก็บเม็ดเงินจากตรงนั้นได้เท่าไหร่ จะผันตัวไหมตอนนี้กำลังศึกษาและทำอยู่ มีขายทาง E-Book ด้วย แต่ยอดดาวน์โหลดก็ยังน้อย ถ้าในอนาคตคนอ่านจะหันไปทางสมาร์ทโฟน เราก็ต้องนำเสนอสื่อตามไปทางนั้นเช่นกัน

เรื่องเว็บอ่านการ์ตูนในอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จะเป็นการ์ตูนญี่ปุ่น การ์ตูนไทยไม่ค่อยมี มันอาจจะเป็นสามัญสำนึกของเขาก็ได้ที่ไม่เอาการ์ตูนไทยลง แต่จริงๆ มันมีเรื่อง Executional เราก็ขอให้เขาหยุดเถอะ

ในส่วนของร้านเช่าการ์ตูน ซื้อการ์ตูนมาเท่ากับราคาผู้บริโภค แต่ว่าเอาไปสร้างผลกำไรเวียนอยู่ในร้าน อาจจะสัก 2-3 ปี สมมติเขาซื้อไป 45 บาท แต่ 45 บาทตรงนี้สร้างเงินให้เขามากมาย ในประเทศเกาหลีบอกว่าร้านเช่า เป็นบ่อนทำลายยอดขายการ์ตูน

"ผมคิดว่าปัญหาสำคัญที่ฉุดรั้งวงการการ์ตูนไทย คือ เราผลิตงานยังสนุกไม่พอ เนื้อเรื่องเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนภาพเป็นปัจจัยที่สอง อีกทั้งการยอมรับที่หลายคนมองว่าการอ่านหนังสือการ์ตูนมันเฉพาะกลุ่มเด็ก ผมว่ามันคือการที่สังคมยังไม่เปิดรับมากกว่า แต่การ์ตูนก็พัฒนาของมันเองตามปัจจัยที่มี อย่างที่ผมได้พูดไว้ข้างต้นว่าทุกวันนี้มีการ์ตูนหลากหลายแนวมากขึ้น รวมทั้งมีเสิร์ฟให้ผู้บริโภคหลายกลุ่มมากขึ้นเช่นกัน"

บก.บห. NED อธิบายว่า เนื้อหาที่ไม่ใช่แค่คนไทยอ่านแล้วน่าสนใจ แต่รวมไปถึงคนต่างชาติอ่านแล้วน่าสนใจด้วย มันถึงจะสามารถโกอินเตอร์ได้ ส่วนตัวคิดว่าเนื้อหาเป็นหลัก เด็กสมัยนี้เปิดกว้างมากขึ้น ไม่ติดว่าการ์ตูนเรื่องนี้เป็นของญี่ปุ่นหรือคนไทย ถ้าหากเนื้อเรื่องดี น่าสนใจ อ่านแล้วสนุก เขาก็จะซื้อมาอ่าน สถานการณ์ปัจจุบันการ์ตูนไทยยังขายดีอยู่ ช่วงนี้จะเห็นว่านักเขียนไทยจะมีแฟนๆ ติดตามเยอะ

ลายเส้นของนักเขียนการ์ตูนไทยไปเหมือนญี่ปุ่น ทำให้ขาดเอกลักษณ์หรือเปล่า ?

บก.บห.การ์ตูนไทยสตูดิโอ อธิบายว่า อิทธิพลเรื่องลายเส้นเรามองข้ามเรื่องนี้ไปนานแล้ว ไม่ได้สนใจว่าลายเส้นจะเป็นแบบไหน แนวไหน มันเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจมากกว่า อย่างที่บอกว่า ถ้าเป็นนักวาดรุ่นเก่าเขาก็จะได้มากจากของฝรั่ง แต่พอเราเติบโตมา การ์ตูนญี่ปุ่นมันเข้ามา เราชอบแบบนั้นเราก็ฝึกวาดแบบนั้น มันเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจ ความชอบ สำหรับในส่วนของบทบาทเรื่องราวยังเป็นของไทยอยู่ มีรถไฟฟ้า มีทางด่วน มีเด็กแว้น วัฒนธรรมที่ปรากฏในเรื่องมันต้องเป็นบ้านเรา เวลาต่างชาติไปเปิดดูเขาก็จะรู้ว่านี่มันไทยแลนด์ อันหลังต่างหากที่สำคัญ

ส่วน บก.บห. NED แสดงความเห็นว่า เรื่องลายเส้นไม่ค่อยสำคัญเท่ากับเนื้อเรื่อง ถ้าเนื้อเรื่องดีเนื้อหาแน่นมันก็น่าสนใจ ตัวลายเส้นก็จะเป็นรอง เพราะฉะนั้นก็จะไม่ค่อยติดใจว่าลายเส้นไทยหรือลายเส้นญี่ปุ่น ให้เป็นแบบที่เราตั้งใจเขียนเนื้อเรื่องนี้ขึ้นมามันก็น่าจะโอเคกว่า

ในอนาคตจะพัฒนาการ์ตูนไทยอย่างไรต่อไป ?

บก.บห.การ์ตูนไทยสตูดิโอ กล่าวว่า เราก็พยายามทำทุกวันนี้ให้ให้ดีที่สุด คือพัฒนาปรับปรุงงานของเราให้เป็นที่พอใจของผู้บริโภคและส่งเสริมนักวาดหน้าใหม่ให้ได้มีโอกาสสร้างผลงานออกสู่ตลาด ซึ่งตอนนี้เรามีทั้ง DEBUT ปกติสำหรับนักวาดหน้าใหม่และ DEBUT Special Project มีการจัดประกวดการ์ตูนเรื่องสั้นตามหัวข้อที่กำหนดแบบที่รับทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น งานที่ผ่านการพิจารณา เราจะนำมาตีพิมพ์เป็นเล่มพิเศษ ทั้งนี้ จุดประสงค์ของเราคือต้องการนักวาดที่วาดเรื่องสนุก ซึ่งที่ผ่านมามีคนส่งเข้าประกวดประมาณ 50 คน อย่างไรก็ตาม งานประกวดต่างๆ ที่จัดขึ้นนั้น เพื่อต้องการที่จะสนับสนุนนักวาดหน้าใหม่ให้มีงานตีพิมพ์ เพราะว่าตลาดที่ทำมันก็คือตลาดเดียวกับการ์ตูนญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น เรื่องที่จะขายแข่งกับญี่ปุ่นมันต้องสนุกมากๆ

"ในส่วนของภาครัฐ ขอให้เข้าใจก็พอว่าการ์ตูนมันคืออะไร มันคือความบันเทิง มันคือศิลปะแขนงหนึ่งเมื่อเข้าใจแล้วการเปิดใจ การยอมรับจะตามมาเอง เรื่องการสนับสนุนยกตัวอย่างที่ประเทศเกาหลีใต้ เขารวมตัวผู้ผลิตทั้ง Comic Animation และ Character เพื่อจัดงานแสดงผลงานแล้วเชิญตัวแทนบริษัทจากประเทศต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ บริษัทผลิตภาพยนต์และสำนักพิมพ์ไปชมงานและจัดให้ตัวแทนบริษัทผู้ผลิตของเขาได้มีโอกาสพบและพรีเซนท์งานของพวกเขา หลังจากนั้นไม่กี่ปี Animation 3D ของเกาหลีใต้ก็ดังในหลายๆ ประเทศรวมทั้งบ้านเราด้วย"

สำหรับทางฝั่งของเนชั่นฯ บก.บห. NED กล่าวว่า มีการคัดเลือกนักเขียนเด่นๆเข้ามา แต่ก็คงต้องคัดเยอะพอสมควร ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นใครวาดได้สนุก น่าสนใจเท่า 2 ทีมนี้ คือ มีดที่ 13 และอภัยมณีซาก้า แม้ว่าจะมีนักเขียนการ์ตูนไทยส่งต้นฉบับมาให้พิจารณาเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่โดนใจกอง บก.

"อยากให้ภาครัฐช่วยส่งเสริมการ์ตูนไทยเป็นโครงการยาวๆ ไม่ใช่จัดงานแล้วก็หายไป โครงการที่จัด เช่น การประกวดการ์ตูน บางทีก็ต้องมีการเปิดคอร์สสอนวาดการ์ตูน หรือถ้าประกวดเสร็จแล้วมีทุนที่แปลให้ด้วยและส่งไปประกวดต่างประเทศ ซึ่งการแปลค่อนข้างใช้ค่าใช้จ่ายสูง หรือไม่ก็จัดงานโปรโมตผลงานของนักเขียนไทยในต่างประเทศ"

การ์ตูนไทยจะมีโอกาสโด่งดังเหมือนอย่างโคนัน นารูโตะ วันพีช บ้างไหม ?

บก.บห.การ์ตูนไทยสตูดิโอ ตอบอย่างมีความหวังว่า อยากให้เป็นแบบนั้น พยายามทำให้มันดี อันที่จริงแล้วนักเขียนการ์ตูนไทยมีฝีมือ แต่มันมีปัจจัยเยอะแยะมากมาจำกัดการเติบโตของวงการการ์ตูนไทย การ์ตูนไทยสตูดิโออยู่ในฐานะของหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งเรายังยืนหยัดที่จะสนับสนุนและผลักดันผลงานนักวาดใหม่ๆ ออกสู่ท้องตลาดเสมอ ฝากโปรเจกต์ DEBUT และ DEBUT Special ของพวกเราด้วยครับ

ขณะที่ บก.บห. NED เชื่อมั่นว่ามีโอกาส แต่ต้องช่วยกันคิดเนื้อเรื่อง ซึ่งเนื้อเรื่องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนลายเส้นหรืออื่นๆ มันจะค่อยๆ พัฒนามาเอง แต่การคิดเนื้อเรื่องที่ดีมันคิดยาก เพราะฉะนั้นต้องช่วยกัน

ไม่ใช่แค่ฝั่งสำนักพิมพ์ที่เป็นผู้ผลักดันให้นักเขียนการ์ตูนไทยไปเติบโตในระดับโลกเท่านั้น แต่ต้องอยู่ที่ตัวนักเขียนเองด้วยว่า จะทำอย่างไรให้เขียนเนื้อเรื่องออกมาแล้วคนอ่านเกิดความสนุก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่นักเขียนการ์ตูนไทยยังต้องพัฒนาต่อไป..