การ์ตูนไทยไปถึงไหนแล้ว? EP.1 ครั้งแรกๆ ของการ์ตูนไทย!

หากพูดถึง "การ์ตูนไทย" ในยุคนี้ คุณนึกถึงอะไร? ขายหัวเราะ มหาสนุก สาวดอกไม้กับนายกล้วยไข่ บก.วิติ๊ด พี่เอ๊าะ คุณมิลค์ หนูหิ่น เดอะดวง ตั้ม วิสุทธิ์ ทรงศีล มุนินฺ หรืออะไรกัน?...

สำหรับสัปดาห์นี้ "ทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์" สกู๊ปออนไลน์ที่มาในรูปแบบซีรีส์ ขอเสนอเรื่องราวเบาๆ กันบ้าง เกี่ยวกับ "การ์ตูนไทย" ทั้งประวัติความเป็นมาของการ์ตูนไทย ความก้าวหน้า ปัญหาของของการพัฒนาการ์ตูนไทย เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่า "คอการ์ตูนไทย" จะต้องไม่พลาดที่รู้เรื่องราวที่มาที่ไปของการ์ตูนไทยในบ้านเรา แต่สำหรับใครที่ยังไม่ได้ค้นหา หรือยังไม่ทราบ วันนี้จึงเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้พูดถึงเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน

"ทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์" ติดต่อเพื่อพูดคุยกับ "เซีย ไทยรัฐ" หรือ "ศักดา แซ่เอียว" หนึ่งในนักวาดการ์ตูนการเมืองของไทย! โดยเรื่องราวที่จะเล่านั้น ล้วนเป็นเรื่องของ "ครั้งแรก" ของวงการ์ตูนไทย

นักเขียนการ์ตูนคนแรกของไทย
"เซีย ไทยรัฐ"
 เริ่มต้นเล่าถึงประวัติของการ์ตูนไทยว่า ความเป็นมาของการ์ตูนไทยเริ่มมาจากการวาดภาพเพื่อ "ล้อเลียนการเมือง" โดยผู้ที่ถือว่าเป็น นักวาดการ์ตูนคนแรกของประเทศไทย คือ "ขรัวอินโข่ง" จิตรกรในสมัยรัชกาลที่ 3-รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบเหมือนจริง ซึ่งบางภาพนั้นกลับแฝงไปด้วยอารมณ์ขันของศิลปินที่ล้อเลียนเรื่องต่างๆ

จุดเริ่มต้นการ์ตูนล้อการเมือง
ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ภาพล้อเลียนหรือการ์ตูนเมืองไทยเริ่มนิยมแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะแนวการ์ตูนล้อเลียนการเมือง ซึ่งรัชกาลที่ 6 นั้น ทรงสนพระทัยการวาดภาพเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการ์ตูนล้อเลียนการเมือง ซึ่งบางครั้งทรงวาดการ์ตูนล้อเลียนข้าราชการที่ประพฤติตนฉ้อราษฎร์บังหลวง เพื่อให้เกิดความอับอาย และตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ คือ ดุสิตสมิต ดุสิตสมัย และดุสิตสักขี ทำให้ในช่วงปี พ.ศ.2468-2470 จึงมีนักวาดการ์ตูนเกิดขึ้นมากมาย

การ์ตูนไทยเรื่องแรก

ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด แต่เชื่อกันว่า เริ่มเห็นเมื่อปี พ.ศ.2450 เป็นการ์ตูนแกะไม้ง่ายๆ 2 รูป ซึ่งเป็นรูปเจ๊กหางเปียขายหมูนั่งบนเก้าอี้ 3 พร้อมกับตัวพิมพ์ข้างๆ ว่า "อะไรเอ่ย? สองขานั่งอยู่บนสามขา สี่ขาวิ่งมา คว้าเอาขาหนึ่งไป สองขาโกรธา ฉวยสามขาไล่ ขว้างสี่ขาทิ้งไป เอาขาหนึ่งกลับมา อะไรเอ่ย?" โดยการวาดการ์ตูน พร้อมคำกลอน เป็นรูปแบบที่นิยมกันในสมัยนั้น รวมถึงรูปแบบของการร้อยแก้วด้วย

นักวาดการ์ตูนการเมืองยุคแรก
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2466 เปล่ง ไตรปิ่น ผู้ชนะการประกวดการ์ตูนล้อเลียนการเมือง กลายเป็นนักวาดประจำหนังสือพิมพ์เดลิเมล์รายวัน โดยมีลักษณะเป็นแนวตะวันตก ซึ่งถือเป็นความแปลกใหม่ของสังคมไทย หลังจากนั้น เปล่ง ไตรปิ่น ก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากรัชกาลที่ 6 เป็น ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต ขณะเดียวกัน ยังมีนักเขียนการ์ตูนล้อการเมืองในยุคแรกที่มีผลงานเป็นที่ชื่นชอบ เช่น ธัญญะ อุทธกานนท์ (ธัญญ), เฉลิม วุฒิโฆสิต (เฉลิมวุฒิ) และ จำนง รอดอริ

นักเขียนการ์ตูนยาวคนแรก
ต่อมาหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ทำให้เกิดกลุ่มนักคิดนักเขียนรุ่นใหม่ขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องสาระการเมือง และข่าวสารต่างๆ แล้ว ยังมีการ์ตูนเรื่องยาวประจำฉบับ (COMIC STRIP) ที่เป็นเรื่องตลกขำขันลงในผู้อ่านได้ติดตามกันเป็นประจำ ซึ่งมีการนำโครงจากวรรณคดี และนิทานไทยๆ มาดัดแปลง เช่น พระอภัยมณี ศรีธนญชัย ปลาบู่ทอง สังข์ทอง ขณะที่นักเขียนการ์ตูนยาวคนแรก คือ สวัสดิ์ จุฑะรพ โดยเขาจะดัดแปลงเรื่องราวให้เข้าใจง่าย และสนุกสนาน ซึ่งมีตัวละครหนึ่งที่ผู้อ่านจำได้ นั่นคือ ขุนหมื่น ตัวตลกที่เรียกเสียงหัวเราะได้ทุกครั้ง ซึ่งขุนหมื่นนั้น จัดเป็นตัวละครที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีบทบาทเหมือนกับมีชีวิตอยู่จริง

ผู้บุกเบิกการ์ตูนสำหรับเด็กคนแรก
ฟื้น รอดอริห์ หรือ เดช ณ บางโคล่, ฉันท์ สุวรรณบุณย์ ผู้สร้าง "ป๋อง-เปรียว" ยังเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกด้วย และถือนักวาดการ์ตูนสำหรับเด็กรายแรกของประเทศ โดยผลงานของเขาตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์เดลิเมล์รายวัน ด้วยการนำโคลงโลกนิติ เล่าเรื่อง ป๋อง เด็กชายใส่แว่น และเปรียวผู้มีอารมณ์ขัน นอกจากนี้ ยังมีนักเขียนคนอื่นที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ คือ วิตต์ สุทธิเสถียร เจ้าของผลงาน "เจ้าแดง" และ จำนงค์ รอดอริ ที่เขียนเรื่อง "ระเด่นลันได" และ พระยาน้อยชมตลาด

ผลงานของ วัฒนา เพชรสุวรรณ และปยุต เงากระจ่าง

ยุคทองของการ์ตูนไทย และนิตยสารการ์ตูนเล่มแรก
ช่วงที่เป็นยุคทองของการ์ตูนไทยนั้น อยู่ในช่วงปี พ.ศ.2405-2496 เพราะมีนักวาดมากฝีมือหลายคน เช่น ครูเหม เวชกร ที่เริ่มเขียนแรกแบบมีมุมแสง เงา มีบรรยากาศ ขณะเดียวกันเนื้อหาของเรื่องยังส่งเสริมให้มีนิสัยรักการอ่าน และส่งเสริมจินตนาการ จึงทำให้มีความนิยมอย่างมาก โดยครูเหม เขียนการ์ตูนชุด ศรีธนญชัย ลงในหนังสือพิมพ์ประมวลวัน นอกจากนี้ ในยุคทองนี้ทำให้มีโรงพิมพ์เกิดใหม่ เพื่อพิมพ์หนังสือการ์ตูนโดยเฉพาะ เช่น บางกอก ผดุงศึกษา ประมวลสาส์น เป็นต้น ซึ่งก็เป็นช่วงที่ทำให้เกิดนักเขียนอีกมากมาย เช่น อดิเรก อารยมนตรี, มงคล วงศ์อุดม, พ.บางพลี, สากล อัตตปัญโญ, พิมล กาฬสีห์ (ตุ๊กตา) ทั้งนี้ นิตยสารการ์ตูนสำหรับเด็กเล่มแรก
เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2495 ในชุด "ตุ๊กตา" โดยมีเรื่องเด่น เช่น ห้องสีชมพู และจากรั้วมัลลิการ์ ซึ่งถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์

นิยายภาพที่มีแนวเฉพาะทาง ของ เตรียม ชาชุมพร (2494-2533) ถือเป็นนักวาดการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จ หลังยุคการ์ตูนญี่ปุ่นครองตลาด

การ์ตูนต่างประเทศในเมืองไทย

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยติดต่อกับต่างชาติมากขึ้น ซึ่งมีชาวต่างชาติบางคนที่เดินทางเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะทหารอเมริกันที่ชอบการอ่านการ์ตูนในยาวว่าง จากนั้นจึงมีการแลกเปลี่ยนกัน โดยในช่วงปี พ.ศ.2496-2497 มีนักเขียนการ์ตูนไทยหลายคนลอกเลียนแบบการ์ตูนของต่างประเทศ แต่ยังคงเรื่องการรักษาคุณธรรม และส่งเสริมความดี โดยการ์ตูนอเมริกันได้รับความนิยมในปี พ.ศ.2500 จึงเริ่มมีการดัดแปลงเนื้อหามาสู่แนววีรบุรุษมากขึ้น ขณะที่การ์ตูนญี่ปุ่น เข้าสู่ประเทศไทยด้วยภาพยนตร์ เรื่อง "เจ้าหนูปรมาณู"ของ เททสึกะ โอซามุ ซึ่งไม่ใช่เพียงลายเส้นการ์ตูนธรรมดา แต่มีความเป็นวีรบุรุษที่แปลงร่างได้ เช่น ไอ้มดแดง จึงสามารถเป็นขวัญใจเด็กไทย



นักเขียนการ์ตูนล้อเลียนการเมืองยุคหลัง 14 ตุลา 16
หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 มีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นใหม่มากมาย ทำให้มีนักวาดการ์ตูนล้อการเมืองหน้าใหม่เกิดขึ้น เช่น ชัย ราชวัตร, อรุณ วัชระสวัสดิ์, หมื่น, อรรณ กิติชัยวรรณ, เซีย, พล, รวมถึงบัญชา คามิน

หนังสือขำขันยุคแรก
หนูจ๋า โดย จุ๋มจิ๋ม และ เบบี้ โดย อาวัฒน์ เป็นหนังสือแนวขำขันที่ได้รับความยนิยม และยิ่งไปกว่านั้น การ์ตูนขำขันจากสำนักพิมพ์บันลือสาส์นอย่าง "ขายหัวเราะ" เป็นหนังสือการ์ตูนที่โด่งดังในยุคที่การ์ตูนต่างชาติกำลังเป็นกระแส แต่ด้วยความที่ "ขายหัวเราะ" เป็นการ์ตูนที่เน้นการขายเรื่องขบขันในชีวิตประจำวัน และมีผู้อ่านตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมียอดพิมพ์สูงถึง 200,000 ฉบับต่อสัปดาห์

คอลัมน์ ชัย ราชวัตร นสพ.ไทยรัฐ 2 พ.ย.57

ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องแรก
ในปี พ.ศ.2518 มีสร้างภาพยนตร์การ์ตูน เรื่อง "สุดสาคร" โดยมี จีรวรรณ กัมปนาทแสนยากร จากจิรบันเทิงฟิล์ม เป็นผู้ออกทุน ก่อนออกฉายแบบสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2521 มีความยาว 816.64 นาที จากนั้นก็มีการกระแสในการทำการ์ตูนไทยหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ