หัวหน้ากองบก. JUMP ยุคทองยอดพิมพ์ 6 ล้าน 5 แสนฉบับเปิดเผยเบื้องหลัง “การหยุดลง” ของการ์ตูนดัง และ “การตัดจบ”

JUMP1

เมื่อวันก่อน HUNTER X HUNTER” การ์ตูนยอดฮิตของ SHONEN JUMP ได้มีการประกาศในท้ายนิตยสารฉบับ 4 ก.ย. ว่าจะทำการหยุดลงอีกครั้ง ซึ่งในอินเตอร์เน็ตก็ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ไปต่างๆนานา เช่น เป็นสิ่งที่พบได้ตามฤดูกาล, เป็นความอาร์ตจนเหมือนจะกลายเป็นมุกเล่นขำๆกันในหมู่นักอ่านไปแล้ว แต่ปัญหาการหยุดพักนี้สมัยก่อนเคยถูกมองว่า “เป็นปัญหา” เลยทีเดียว ซึ่งรูปแบบการทำงานของนักวาดการ์ตูนสมัยก่อนมีความแตกต่างกับสมัยนี้อย่างไรนั้น คุณโฮริเอะ โนบุฮิโกะผู้เคยทำงานเป็นผู้ดูแล่ผลงานการ์ตูนระดับตำนานอย่าง “หมัดดาวเหนือ” (บุรอนซอน/ฮาระ เท็ตสึโอะ) และ “ซิตี้ฮันเตอร์” (โฮโจ ซึคาสะ) และยังเป็นหัวหน้ากองบก.ยุคสมัยที่ทำสถิติยอดพิมพ์6,530,000 ฉบับ ซึ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ JUMP จะมาบอกเล่าเก้าสิบให้ได้ฟังกัน

แผนการตลาดแบบก้าวหน้าที่ทาง JUMP นำมาใช้คือ?

SHONEN JUMP นั้นนอกจากผลงานสายหลักอย่าง DRAGON BALL”(โทริยามะ อากิระ) ที่ยึดหลักการพื้นฐาน “มิตรภาพ, ความพยายาม, ชัยชนะ” แล้วก็ยังมีผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและต้องการท้าทายกับความเป็นไปได้ใหม่ๆอย่างเช่น CHINYUGI”(มังกะทาโร่), “BOBOBO-BO BO-BOBO”(ซาวาอิ โยชิโอะ), “MIDORI NO MAKIBAOH” (ซึโนมารุ) เหล่านี้อยู่ไม่น้อยเลย ซึ่งสาเหตุที่มีความเป็นอิสระเปิดกว้างแบบนี้ คุณโฮริเอะก็บอกว่าเป็นเพราะ JUMP เป็นนิตยสารที่ออกตามมาทีหลังในตลาด JUMP นั้นออกมาทีหลัง SHONEN MAGAZINE (ปี1959)และ SHONEN SUNDAY(ปี1959) ซึ่งในตอนที่ JUMP เปิดตัวนั้น (ปี1968) นิตยสารเจ้าอื่นก็เสริมรากฐานให้แน่นเพื่อไม่ให้โดนดึงตัวนักวาดไป จนหาความร่วมมือจากใครไม่ได้เลย” เพราะฉะนั้นก็เลยมีแต่ต้องลองให้โอกาสนักวาดหน้าใหม่ได้ท้าทายดูเท่านั้น หรือก็คือเป็นแนวทางที่ต้องเลือกอย่างช่วยไม่ได้นั่นเอง

คุณนางาโนะ ทาดาสุ หัวหน้ากองบก.รุ่นแรก ได้กำหนดแนวทางนั้น และ คุณโฮริเอะ ก็ทำให้มีการใส่แบบสอบถามนักอ่านในแบบไปรษณียบัตรติดอยู่ในเล่มเพิ่มเข้าไปด้วย เพื่อ “จะได้เข้าถึงความรู้สึกของผู้อ่านมากยิ่งขึ้น” [ตอนแรกภายในก็มีเสียงคัดค้านไม่ให้ทำอะไรไร้สาระแบบนี้อยู่ด้วย เพราะหากสมมติให้การใส่ไปรษณียบัตรเพิ่มมีค่าใช้จ่าย 1 เยน ถ้าพิมพ์ 3 ล้านฉบับก็เท่ากับ 3 ล้านเยน หนึ่งเดือนก็จะตกที่ 12-15 ล้านเยน และหนึ่งเดือนก็ต้องใช้มากกว่า 1 ร้อยล้านเยนเลยทีเดียว การคิดว่าทำไมไม่ให้ผู้อ่านซื้อไปรษณียบัตรส่งมาเองล่ะ จึงถือเป็นการคิดตามแนวเศรษฐกิจตามปกติ แต่ด้วยแนวทางที่ว่า “เข้าถึงผู้อ่าน” เราจึงยังคงทำมาตลอด]

JUMP2

พิจารณาการตัดจบภายในเวลาเพียง สัปดาห์!? ผลดีและผลเสียของระบบแบบสอบถาม

JUMP นั้นไม่ว่าจะเป็นนักวาดชื่อดังแค่ไหน แต่หากความนิยมตกก็จะจัดการตัดจบผลงานมาตลอด นั่นเป็นการพิจารณาโดยอิงจากผลแบบสอบถามผู้อ่าน ตั้งแต่งานเริ่มลงตีพิมพ์แล้ว จะเป็นที่นิยมหรือไม่นั้นดูกันที่ สัปดาห์ ประสบการณ์ก็จะบอกให้รู้เอง คิดว่าระบบนี้เป็นอะไรที่ช่วยกระตุ้นทางผู้อ่านได้มากเลยทีเดียว คุณโฮริเอะกล่าว เรื่องไหนที่ผู้อ่านสนับสนุนก็จะรอด JUMP นั้นดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด และแสดงแนวทางการเข้าถึงผู้อ่านเช่นนี้มาตลอด ที่สำคัญก็คือแบบสอบถามนั้นเป็นมุมมองจากบุคคลที่ เพราะถึงทางกองบก.จะบอกนักวาดว่า “งานของเธอไม่สนุกเลยต้องจบแค่นี้” ทางนักวาดก็คงทำใจยอมรับยาก แต่ถ้าบอกผลแบบสอบถามไปก็ต้องยอมรับผลนั้นสถานเดียว”

ทว่า การพิจารณาตัดจบเร็วเองก็ส่งผลเสียด้วยเช่นกัน

การ์ตูนนั้นก็มีกรณีที่ความนิยมค่อยๆเพิ่มขึ้นทีหลังอยู่เหมือนกัน เพราะอย่างนั้นที่ปล่อยไปก่อนก็มีอยู่บ้าง เกณฑ์การตัดจบนั้นอยู่ที่ 10 สัปดาห์ แต่ในนั้นก็มีกรณีที่มาดังเอาตอนสัปดาห์ที่ 7-8 อยู่ด้วย และเคยเก็บตกผลงานทำนองนั้นมาก็หลายครั้งอยู่ ด้วยความที่ JUMP นั้นพิจารณาตัดจบเร็ว ทำให้เรื่องที่ค่อยๆดำเนินเรื่องค่อนข้างเสียเปรียบ ตัวอย่างผลงานที่เคยเป็นเช่นนั้นก็ HARELUYA” (อุเมซาวะ ฮารุโตะ) “HARELUYA” นั้นพอปรึกษากับบก.และเปลี่ยนจากที่กำหนดให้พระเอกเป็นเทพเจ้ามาเป็นมนุษย์แล้วความนิยมก็พุ่งสูงขึ้น แต่ก็ตกลงให้ตัดจบใน 10 สัปดาห์ไปแล้ว แต่จากนั้นก็ลงเรื่องสั้นที่ชื่อว่า [BY] และนำไปสู่การเป็นซีรี่ส์ฮิตไปในที่สุด ซึ่งโฮริเอะก็กล่าวว่ากรณีเช่นนี้เองก็มีอยู่ไม่น้อยเลย

JUMP3

สมัยนั้นถ้าคิดจะหยุดลงละก็ มีคนรอแย่งที่ลงการ์ตูนให้เพียบ
คุณโฮริเอะกล่าวถึงปัญหาการหยุดลงการ์ตูนในนิตยสาร โดยเทียบระหว่างสมัยก่อนกับปัจจุบันว่า “เมื่อช่วงปี 1990 ที่ผมเป็นหัวหน้ากองบก.นั้น ยังไม่มีนิตยสารการ์ตูนเยอะเหมือนปัจจุบัน แต่คนที่อยากเขียนการ์ตูนนั้นมีอยู่เยอะมาก สรุปคือมีทีมสำรองรอเสียบตำแหน่งลงนิตยสารที่มีน้อยกันเยอะมาก” เป็นสภาพแวดล้อมที่ว่าถ้าคิดจะหยุดเมื่อไหร่ ก็มีเสียที่ลงการ์ตูนแน่นอน และในยุคนั้น “ผู้อ่าน” อาจจะไม่ใจดีเหมือนปัจจุบันก็ได้

สมัยก่อน ถ้าหยุดลงต่อให้แค่ไหนความนิยมก็ดรอปทันที เรื่อง “STOP!! Hibari-kun!” ของอาจารย์ เอกุจิ (ฮิซาชิ)เองก็ได้รับความนิยมติดอันดับต้นๆอยู่ แต่พอหยุดลงนานๆเข้าความนิยมก็ร่วงเอาร่วงเอา ผู้อ่านเขาจริงจังกันระดับนั้นทีเดียว”

คุณโฮริเอะกล่าวว่า ถ้าการ์ตูนเรื่องนั้นๆตอบโจทย์ผู้อ่าน JUMP ไม่ได้ ผู้อ่านก็ถึงกับบอกว่า “เรื่องนี้ไม่ควรอยู่ในJUMP” เลยทีเดียว แต่ในตอนนั้นก็มีเรื่องที่หยุดบ่อยๆแล้วความนิยมไม่ตกเหมือนกัน
ทางสนพ.ก็ยกโทษให้กับการ์ตูนดังที่หยุดลงเหมือนกัน แน่นอนว่าถ้าผู้เขียนป่วยหรือมีโรคประจำตัวมันก็ช่วยไม่ได้ เพราะงานนักเขียนการ์ตูนคืองานที่ต้องใช้แรงกายมหาศาล แต่ก็มีนักเขียนที่บอกว่า “วาดไม่ออก” แล้วไปกินเหล้าเฮฮาไปวันๆเหมือนกัน”

สมัยนั้นที่ไม่มีสิ่งบันเทิงมากมายเท่ายุคนี้ เด็กๆต่างรอ JUMP วางขายกันอยู่ตลอด “คนที่ชอบอ่านการ์ตูน เขาไม่ได้อยากอ่านเป็นรายสัปดาห์ เขาอยากอ่านทุกวัน แต่เขาก็ยังอุตส่าห์รอเราตั้งสัปดาห์ ถ้าคุณคิดว่า “นักอ่านต้องมาก่อน” ละก็การหยุดลงนี่เป็นอะไรที่แย่มาก” คุณโฮริเอะกล่าวต่อ

อีกด้านหนึ่ง ก็มีนักเขียนที่ได้เกิดจากการที่มีคนอื่นหยุดลงเหมือนกัน
“อาจารย์โมโตมิยะ(ฮิโรชิ)นี่เป็นตัวอย่างนึงเลย มีนักเขียนท่านนึงหยุดลง อาจารย์ก็เลยได้เสียบตอนว่าง กลายเป็นว่าการ์ตูนตอนเดียวจบนั่นดังจนได้ลง [Otoko ippiki ookami] ต่อเนื่องไป การ์ตูนที่ได้ลงเพื่ออุดหน้าว่างกลายเป็นเรื่องดัง จนได้ลงแทนเรื่องก่อนหน้าไป นี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้นักเขียนในสมัยนั้นไม่กล้าหยุดลงการ์ตูนกัน”

JUMP4

แต่สถานการณ์ในตอนนั้นต่างจากปัจจุบัน พอ JUMP ประสพความสำเร็จจนทุกคนรู้ว่าหนังสือการ์ตูนนั้นทำเงินได้ แต่ละสนพ.ก็แข่งกันออกนิตยสารมากมาย แน่นอนว่าทำให้มีตำแหน่งนักเขียนการ์ตูนลงนิตยสารเพิ่มมากขึ้น “เมื่อมีนิตยสารมากขึ้น ก็มีที่ให้ลงผลงานเพิ่มมากขึ้น ตำแหน่งนักเขียนของตัวเองก็ปลอดภัย ก็คงมีนักเขียนที่ขอแค่มีกิน ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยออกมาก็ได้นะครับ”

ที่ [HUNTERxHUNTER] หยุดยาว อยากอ่านต่อแม้ต้องรอนี่ก็นับเป็นลักษณะอย่างนึงของแฟนการ์ตูนในยุคนี้ ที่ยอมให้นักเขียนหยุดก็ได้ “อาจารย์โทงาชิได้ยินชื่อผมก็คงปวดท้องขึ้นมาเลยละมั้ง?(ฮาการ์ตูนยิ่งดังอยู่ด้วย ถ้ามีนักอ่านรออยู่ ก็อยากให้อาจารย์กลับมาวาดต่อยาวๆมากเลยครับ” คุณโฮริเอะ ได้พูดติดตลกทิ้งท้ายไว้

สนใจสั่งซื้อได้ที่ siamintershop